โรคไข้หวัดนก เป็นโรคหวัดของสัตว์ปีก เช่น ไก่ นก ห่าน เป็ด เป็นต้น ติดต่อระหว่างนกและสัตว์ปีกเช่น ไก่ เป็ด เป็นแล้วตาย 100 % มีการติดต่อจากไก่มาสู่คนได้เฉพาะคนที่คลุกคลีกับไก่ เช่น คนเลี้ยงไก่ คนฆ่าไก่ ไม่พบการติดต่อระหว่างคนกับคน

แนวทางการปฏิบัติสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีก
1. ป้องกันไม่ให้สัตว์อื่นๆ รวมทั้งนกทุกชนิดเข้ามาในโรงเรือน เพราะอาจนำเชื้อโรคเข้ามาได้
2. ทำความสะอาดโรงเรือนให้ดีอยู่เสมอ
3. ถ้ามีไก่ตายด้วยสาเหตุใดก็ตามต้องรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที
4. ต้องไม่นำไก่ที่ป่วยมาจำหน่าย และต้องทำการกำจัดทิ้งตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อย่างเคร่งครัด โดยการฝังให้ลึกแล้วราดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือปูนขาว หรือนำไปเผาเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่สัตว์อื่นหรือคน

การป้องกันโรคให้แก่เด็ก
1. เนื่องจากเด็กมักมีนิสัยชอบเล่นคลุกคลีกับสัตว์เลี้ยงรวมทั้งไก่และนก ถ้ามีการติดเชื้อมักจะป่วยรุนแรง ดังนั้นในช่วงที่มีการระบาดในสัตว์ปีก หรือมีสัตว์ตายมากผิดปกติผู้ปกครองควรระมัดระวังดูแลเด็กให้ใกล้ชิด
และเตือนไม่ให้เด็กจับหรืออุ้มไก่หรือสัมผัสซากสัตว์ปีกที่ตายและต้องฝึกสุขนิสัยที่ดีให้เด็ก โดยเฉพาะการล้างมือทุกครั้งหลังจากจับสัตว์
2. เด็กมีอาการไม่สบายสงสัยเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ต้องรีบนำไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาโดยเร็วโดยทั่วไปเมื่อได้รับการรักษาและดูแลอย่างถูกต้องเด็กจะมีอาการดีขึ้นภายใน 2 – 7 วัน แต่ควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดหากมีอาการหอบต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที

เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่
เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการติดโรคได้ง่ายจึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมปศุสัตว์อย่างเคร่งครัด

ผู้ชำแหละไก่เป็นผู้ที่มีความเสี่ยงจากการติดโรคง่ายจึงควรระมัดระวังขณะปฏิบัติงานดังนี้
1. ไม่ซื้อไก่ที่ซึม หงอย ขนฟู หน้า หงอน หรือเหนียงบวมคล้ำ มีน้ำมูกหรือขี้ไหล หรือไก่ที่ตายมาชำแหละขาย
2. ไม่ขังสัตว์ที่รอชำแหละไว้ในกรงใกล้ๆ กัน อาจทำให้เชื้อกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ใหม่ที่เป็นอันตรายต่อคนและสัตว์ได้
3. ควรทำความสะอาดกรงและอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอด้วยน้ำผงซักฟอกและนำไปผึ่งกลางแดดจัดๆ หรืออาจราดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเดือนละ 1- 2 ครั้ง
4. หากสัตว์ที่ชำแหละมีลักษณะผิดปกติรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์มาตรวจสอบทันที
5. ต้องล้างบริเวณที่ชำแหละสัตว์ให้สะอาดด้วยน้ำผงซักฟอกและควรราดน้ำและควรราดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคทุกครั้งหลังเสร็จจากการชำแหละไก่
6. ควรดูแลระมัดระวังตนเองอย่างถูกต้องโดยใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย เช่น พลาสติกหรือผ้ากันเปื้อน ผ้าปิดปาก-จมูก ถุงมือ แว่นตา รองเท้าบูท และต้องหมั่นล้างมือบ่อย ๆ
7. รีบอาบน้ำชำระร่างกายด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาดและต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกครั้งหลังปฏิบัติงานเสร็จ ชุดเก่าซักล้างผึ่งแดดให้แห้งสนิท

ข้อปฏิบัติสำหรับการป้องกันไข้หวัดนก
1. ดูแลร่างกายให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารให้ครบถ้วน ออกกำลังกายสม่ำเสมอและพอดี รักษาร่างกายเข้าให้อบอุ่นเสมอ
2. หลีกเลี่ยงไม่ให้คลุกคลีหรือสัมผัสกับไก่ที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุโดยเฉพาะเด็กและคนชรา
3. ถ้าเป็นผู้เลี้ยงไก่ควรอาบน้ำชำระร่างกายก่อนและหลังได้สัมผัสไก่ หรือเข้าไปเก็บไข่หรือให้อาหาร
4.ไม่สัมผัสกับสารคัดหลั่ง อุจจาระ น้ำมูก น้ำลาย ไก่ที่ป่วยโดยไม่ใช้อุปกรณ์ป้องกัน
5. ควรใส่อุปกรณ์ป้องกันได้แก่ ผ้าคาดจมูกและปาก ใส่หมวกคลุมผม เสื้อคลุมแขนยาว กางเกงขายาว และพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อกรณีที่สัมผัสไก่ที่ป่วย
6. รับประทานอาหารที่ทำจากเนื้อไก่และไข่ไก่ที่สุกแล้วเท่านั้น
7. ติดตามข่าวคืบหน้าทั้งทางการในการควบคุมไก่ หากมีอาการไม่สบายเช่นเป็นหวัดเพราะมีประวัติสัมผัสกับไก่ให้ปรึกษาแพทย์
8. ห้ามทิ้งซากไก่ที่ตายลงในแม่น้ำลำคลอง ให้ทำการขุดฝังกลบหรือติดต่อกับปศุสัตว์จังหวัด
9. มีปัญหาเกี่ยวกับสัตว์ปีก ปรึกษาปศุสัตว์อำเภอ

Tags :

การอบไอน้ำสมุนไพรหรือการอบสมุนไพรเป็นวิธีการดูแลรักษาวิธีหนึ่งของการแพทย์แผนไทย ซึ่งสามารถนำไปใช้ควบคู่กับการนวดแผนไทย หลักการอบสมุนไพรคือต้มสมุนไพรกับน้ำจนเดือด ไอน้ำ มันหอมระเหยและสารระเหยต่างๆ ซึ่งมีอยู่ในสมุนไพรจะออกมาสัมผัสถูกผิวหนัง ทำให้มีผลเฉพาะที่ และเข้าไปกับลมหายใจซึ่งจะมีผลต่อระบบทางเดินหายใจและผลทั่วร่างกาย

ในปัจจุบันการอบสมุนไพรได้รับความนิยมกันมากขึ้น นอกจากจะใช้กับกลุ่มสตรีที่คลอดบุตรใหม่หรือผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุแล้ว ยังได้รับความนิยมกับคนที่ต้องการลดน้ำหนักและต้องการให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง

ประโยชน์จากการอบสมุนไพร
1. มีการขยายตัวของเส้นเลือดฝอยจึงมีผลช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตในร่างกาย
2. ช่วยทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น
3. ช่วยทำให้ร่างกายขับเหงื่อออกมากขึ้นขยายรูขุมขน
4. ช่วยทำให้ทางเดินหายใจชุ่มชื้นช่วยละลายเสมหะทำให้ขับออกมาได้ง่ายขึ้น
5. ช่วยบรรเทาอาการระคายเคืองในลำคอ
6. บรรเทาอาการปวดเมื่อยผ่อนคลายกล้ามเนื้อปวดข้อและเส้นเอ็น
7. ช่วยบรรเทาอาการบวมและเหน็บชา
8. ช่วยให้น้ำหนักของร่างกายลดลงได้ชั่วคราว
9 ช่วยบำรุงผิวพรรณบรรเทาอาการคันผดผื่นและบรรเทาอาการโรคผิวหนังชนิดไม่ร้ายแรงและไม่ติดเชื้อ
10. ช่วยชำระล้างและขับของเสียออกจากร่างกายทางผิวหนัง
11. ในกรณีสตรีหลังคลอดช่วยให้มดลูกเข้าอู่ขับน้ำคาวปลา

สมุนไพรที่ใช้ในการอบไอน้ำสมุนไพร
ไพร – แก้ปวดเมื่อย ครั่นเนื้อครั่นตัว ลดอาการอักเสบ
ขมิ้นชัน – แก้โรคผิวหนังสมานแผล
ตะไคร้ – ดับกลิ่นคาว บำรุงธาตุไฟ
ใบ ผิวมะกรูด – แก้ลมวิงเวียน
ใบหนาด – แก้โรคผิวหนังพุพอง น้ำเหลืองเสีย
ว่านน้ำ – ช่วยขับเหงื่อ แก้ไข้
ใบส้มป่อย – แก้หวัด แก้ปวดเมื่อย ต้มน้ำอาบหลังคลอด หรือชุบสำลีปิดแผลโรคผิวหนัง
เหงือกปลาหมอ – แก้โรคผิวหนัง พุพอง
กระวาน – แก้เจ็บ ตาแฉะ ตามัว
เกสรทั้ง 5 – แต่งกลิ่น บำรุงหัวใจ
เถาเอ็นอ่อน – แก้เส้นตึง แก้ปวดเมื่อยคลายเส้น
เถาวัลย์เปรียง – แก้ปวดเมื่อย

ข้อควรระวังในการอบสมุนไพร
1. ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคปอด โรคลมบ้าหมู ตกเลือด ท้องเสียอย่างรุนแรง ไข้ทับระดู ไข้สูง อ่อนเพลีย โรคติดเชื้อ ไม่ควรอบสมุนไพร
2. ในขณะอบสมุนไพรถ้ารู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออกควรออกมาพักนอกกระโจม อย่าฝืนอบต่อไป
3. ระวังอย่าให้ไอน้ำร้อนลวกถูกร่างกาย ควบคุมความร้อนอย่าให้สูงเกิน 40 องศาเซลเซียส
4. ไม่ควรอบนานเกินไปเพราะร่างกายอาจเสียน้ำและเกลือแร่ออกทางเหงื่อมากเกินไป จะทำให้อ่อนเพลีย ซึม ถ้าเป็นมากอาจช็อคได้ ปกติควรใช้เวลาอบทั้งสิ้น 15-30 นาที โดยพักนอกกระโจมในระหว่างการอบบ้าง

ข้อห้ามในการอบสมุนไพร
1. มีไข้สูง
2. โรคติดต่อร้ายแรง
3. โรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ หอบหืดระยะรุนแรง ลมชัก
4. สตรีขณะมีประจำเดือน
5. มีการอักเสบจากบาดแผลเปิดและแผลปิด
6. อ่อนเพลีย อดอาหาร อดนอน หลังรับประทานอาหารใหม่
7. ปวดศีรษะ

Tags :